สรุปความต่าง Pickleball vs Padel กีฬาฮิตยุคใหม่ของคนเมือง

สงสัยไหมครับว่า Pickleball กับ Padel ที่กำลังเป็นกระแสแรงในกลุ่มคนรักสุขภาพ ต่างกันตรงไหนบ้าง? ทั้งที่เป็นกีฬาที่ใช้ไม้ตีเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วมีรายละเอียดและเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทความนี้ได้รวบรวมข้อเปรียบเทียบอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นขนาดและลักษณะสนาม อุปกรณ์ที่ใช้ กติกาสุดเฉพาะตัว รวมถึงระดับความท้าทายสำหรับผู้เริ่มต้น เพื่อช่วยให้คุณเลือกได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่า กีฬาไหนคือสนามถัดไปที่คุณควรก้าวเข้าไปลอง!

ทำความรู้จัก Pickleball vs Padel

ทั้งสองกีฬาถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเทนนิสและแบดมินตัน คือกีฬาที่ใช้ไม้ตีลูกข้ามเน็ต เล่นได้ทั้งแบบสนุก ๆ กับเพื่อนและแบบจริงจังในระดับแข่งขัน แต่ประสบการณ์บนสนามจริงกลับต่างกันมากกว่าที่หลายคนคิด

Pickleball คืออะไร

อ้างอิง: Play Pickleball

Pickleball เล่นบนสนามเปิดโล่งขนาดเล็ก ไม่มีผนังล้อมรอบ ใช้ไม้หน้าเรียบตันคล้ายไม้ปิงปองขนาดใหญ่ และลูกพลาสติกเจาะรู ลูกจึงลอยช้าและเด้งไม่สูงนัก จังหวะเกมค่อนข้างควบคุมได้ ทำให้มือใหม่จับทางได้เร็ว

จุดเด่นอีกอย่างคือสนามหนึ่งสนามใช้พื้นที่น้อย ทำให้สร้างในโกดังเก่า ลานจอดรถ หรือพื้นที่ในห้างได้ไม่ยาก

จุดกำเนิดของ Pickleball ปี 1965

Pickleball เกิดขึ้นที่เกาะเบนบริดจ์ ใกล้เมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา ในปี 1965 โดย Joel Pritchard, Bill Bell และ Barney McCallum ที่ต้องการหากิจกรรมให้ลูก ๆ เล่นแก้เบื่อ จึงหยิบไม้ปิงปองมาตีลูกพลาสติกเจาะรูข้ามเน็ตแบดมินตันที่มีอยู่แล้วในบ้าน

กติกาจึงถูกออกแบบให้ทุกวัยเล่นด้วยกันได้ตั้งแต่วันแรก และนั่นคือเหตุผลที่กีฬานี้ยังคงเป็นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวและที่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้

Padel คืออะไร

อ้างอิง: the standard

Padel เล่นในสนามปิดที่ล้อมด้วยกระจกและตาข่ายเหล็ก ผนังไม่ได้เป็นแค่ขอบเขตสนาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกม ลูกที่กระดอนออกผนังยังเล่นต่อได้ ทำให้แรลลี่ยาวและมีลูกพลิกสถานการณ์บ่อย

ไม้ Padel เป็นไม้ตันเจาะรูทั้งหน้าไม้และมีสายคล้องข้อมือ ส่วนลูกที่ใช้หน้าตาเหมือนลูกเทนนิสแต่ลดแรงดันลงเล็กน้อย

จุดกำเนิดของ Padel ปี 1969

Padel เริ่มต้นที่เม็กซิโกในปี 1969 เมื่อ Enrique Corcuera สร้างผนังล้อมพื้นที่เล่นในบ้านของตัวเอง แล้วปรับกติกาให้เล่นกับผนังได้

ต่อมาเพื่อนชาวสเปนของเขาคือ Prince Alfonso of Hohenlohe ได้นำกีฬานี้กลับไปเผยแพร่ในสเปน จนกลายเป็นกีฬายอดนิยมในสเปนและกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ก่อนจะขยายไปทั่วยุโรปและตะวันออกกลางในเวลาต่อมา

ความแตกต่างด้านสนาม อุปกรณ์ และลูกที่ใช้เล่น

นี่คือตารางเปรียบเทียบ ความแตกต่างด้านสนาม อุปกรณ์ และลูกที่ใช้เล่น ระหว่าง Pickleball vs Padel เพื่อให้เห็นภาพรวมและเปรียบเทียบได้ง่ายในแวบเดียวครับ

หัวข้อการเปรียบเทียบPadel (พาเดล)Pickleball (พิกเกิลบอล)
ขนาดสนาม10 x 20 เมตร (ต้องใช้พื้นที่เฉพาะทาง)6.10 x 13.41 เมตร (ดัดแปลงจากสนามเทนนิสได้)
โครงสร้างสนามล้อมรอบด้วย ผนังกระจกและตาข่ายเหล็ก ทั้ง 4 ด้านสนามเปิดโล่ง ไม่มีผนัง (Open Court)
ความสูงของเน็ต0.92 เมตร (เสา) / 0.88 เมตร (กลาง)0.91 เมตร (เสา) / 0.86 เมตร (กลาง)
เขตห้ามวอลเลย์ (Kitchen)ไม่มี (ยืนวอลเลย์หน้าเน็ตได้เต็มที่)มี (กว้าง 2.13 m จากเน็ต ห้ามยืนตีลูกกลางอากาศ)
ลักษณะไม้ (Paddle)ไม้ตัน เจาะรูทั่วหน้าไม้ น้ำหนักเยอะกว่า มีสายคล้องข้อมือไม้หน้าเรียบ ไม่มีรู น้ำหนักเบากว่า
วัสดุของไม้คาร์บอนไฟเบอร์/ไฟเบอร์กลาส ประกบแกนโฟมไม้จริง, คอมโพสิต, กราไฟต์ หรือคาร์บอนไฟเบอร์
ลูกที่ใช้เล่นลูกคล้ายลูกเทนนิส (ลดแรงดัน ให้เด้งต่ำลง)ลูกพลาสติกแข็ง เจาะรู (แบ่งรุ่น indoor/outdoor)
จังหวะและสไตล์เกมเกมไว มีมิติจากการกระดอนผนัง ให้แรงส่งเยอะคอนโทรลจังหวะ เน้นชิงไหวชิงพริบ ไร้ลูกตบประชิดเน็ต

ตารางเปรียบเทียบกติกาพื้นฐานและรูปแบบการเล่น

นี่คือตารางสรุปเปรียบเทียบ กติกาพื้นฐานและรูปแบบการเล่น ระหว่าง padel vs pickleball ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของทั้งสองกีฬาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

หัวข้อการเปรียบเทียบPadel (พาเดล)Pickleball (พิกเกิลบอล)
จำนวนผู้เล่นหลักนิยมเล่น ประเภทคู่ (2v2) เป็นหลักเล่นได้ทั้ง ประเภทเดี่ยว (1v1) และ ประเภทคู่ (2v2)
การเสิร์ฟลูกเสิร์ฟอันเดอร์แฮนด์ (ใต้เอว) โดยต้องเคาะลูกตกพื้น 1 ครั้งก่อนตีเสิร์ฟอันเดอร์แฮนด์ (ใต้เอว) โดยตีลูกกลางอากาศหรือตกพื้นแล้วตีก็ได้
ทิศทางการเสิร์ฟเสิร์ฟทแยงมุมไปยังฝั่งตรงข้าม ให้ลูกตกในช่องเสิร์ฟเสิร์ฟทแยงมุมไปยังฝั่งตรงข้าม ให้ลูกข้ามเขต Kitchen
กติกาการปล่อยลูกตกพื้นต้องปล่อยให้ลูกตกพื้นฝั่งตนเอง 1 ครั้ง ก่อนเด้งไปชนผนังต้องปล่อยให้ลูกตกพื้น 1 ครั้งทั้งสองฝั่ง หลังการเสิร์ฟ (Two-Bounce Rule)
การใช้ผนังสนาม (Wall Play)เล่นลูกสะท้อนผนังได้ ทั้งตีช้อนหลังกระดอน หรือตีอัดผนังฝั่งตัวเองไม่มีผนัง (หากลูกออกนอกเส้นถือเป็นลูกออกทันที)
ระบบการนับคะแนนเหมือนเทนนิส (15, 30, 40, Game) เล่นเป็น Set และ Matchนับคะแนนแบบ 11 คะแนน (ต้องชนะห่าง 2 คะแนน)
สิทธิ์การได้คะแนนได้คะแนนทุกครั้งที่ฝั่งตรงข้ามเสีย (Rally Scoring)เฉพาะฝ่ายเสิร์ฟเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ได้คะแนน (Side-out Scoring)
จังหวะและมิติของเกมเกมเร็ว โต้ตอบต่อเนื่อง มีมิติเชิงมิติจากมุมสะท้อนผนังเน้นชิงไหวชิงพริบ คอนโทรลทิศทาง และการดักตีลูกหน้าเน็ต

ความแตกต่างด้านทักษะและระดับความยาก

แม้ทั้งสองกีฬาจะดูเป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ระดับความยากและทักษะที่ต้องใช้ เพราะถึงแม้จะใช้ไม้ตีเหมือนกัน

แต่จังหวะการเล่น การควบคุมน้ำหนัก และความชาญฉลาดในการคุมพื้นที่ของ Padel vs Pickleball นั้นมีเสน่ห์และระดับความท้าทายคนละสไตล์กันอย่างสิ้นเชิง

อ้างอิง: Pacecourt

ทำไม Pickleball ถึงเริ่มง่ายกว่า

ลูกพลาสติกลอยช้า สนามเล็ก และไม่มีผนังให้ต้องคำนวณ ทำให้มือใหม่ตีโต้กันไปมาได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก คนที่เคยเล่นแบดมินตันหรือปิงปองมาก่อนจะปรับตัวได้เร็วเป็นพิเศษ

เพราะการควบคุมข้อมือและการอ่านจังหวะลูกใช้ทักษะใกล้เคียงกัน อีกทั้งแรงกระแทกต่อข้อเข่าและข้อเท้าก็น้อยกว่ากีฬาแร็กเกตในสนามใหญ่

ทำไม Padel ถึงต้องใช้เวลาฝึกนานกว่า

ทักษะที่กินเวลาที่สุดใน Padel คือการเล่นกับผนัง ผู้เล่นต้องคาดเดามุมสะท้อน เลือกตำแหน่งยืนล่วงหน้า และตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ลูกชนผนังก่อนหรือตีทันที

ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่ต้องสะสมจากชั่วโมงบิน นอกจากนี้เกมยังใช้ความเร็ว ความคล่องตัว และความอึดมากกว่า เพราะแรลลี่ยาวและต้องวิ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า

สรุป

โดยสรุปแล้ว แม้ Pickleball และ Padel จะเกิดขึ้นในยุคใกล้เคียงกันและเล่นเป็นคู่เหมือนกัน แต่แก่นแท้ของเกมกลับมีเสน่ห์ต่างกันชัดเจน Pickleball คือเกมแห่งการควบคุมจังหวะบนสนามเปิด ส่วน Padel คือเกมแห่งมิติสามมิติที่ผนังกระจกช่วยพลิกเกมได้ตลอดเวลา

หากมองหากิจกรรมที่เข้าถึงง่าย เริ่มได้ทันที Pickleball เหมาะกับคุณที่สุด แต่ถ้าต้องการความท้าทายที่เข้มข้นขึ้นในระยะยาว Padel ก็นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแก่การไปลองสักครั้งครับ